มาริโอ บาโลเตลลี่ นักเตะขวัญใจชาวเกรียน

BEOGAMING : ในวงการฟุตบอลทั่วโลก จะมีนักฟุตบอลหลายประเภท บางคนชอบโชว์ความเก่งกาจของตัวเอง ทั้งในสนาม และ นอกสนาม บางคนชอบความเหนือชั้น จนติดเป็นนิสัย

BEOGAMING : มาริโอ บาโลเตลลี่ นักเตะขวัญใจชาวเกรียน

ซึ่งเรื่องอย่างนี้ ในวงการฟุตบอลปัจจุบัน ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ โดยเฉพาะ ถ้าเป็นนักเตะที่มีชื่อเสียง ก็ยิ่งจะทำให้ความโด่งดังที่เคยมี ต้องลดน้อยลงทุกวัน

และถ้าจะเอ่ยชื่อของ มาริโอ บาโลเตลลี่ เราเชื่อว่า คอบอลทุกคน ต้องรู้จักเขาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะนิสัยส่วนตัวของเขา ที่แฟนบอล หรือ นักเตะด้วยกัน ภายในทีม ต่างส่ายหัวและ เอือมระอา กับพฤติกรรมแย่ๆ 

ที่เจ้าตัวมักจะแสดงออกมา ทั้งใน และ นอกสนาม จนทำให้ มาริโอ บาโลเตลลี่ ที่ถึงแม้จะเป็นนักเตะมากพรสวรรค์ และ มีอนาคตไกล แต่ไม่สามารถก้าวขึ้นไป ประสบความสำเร็จ บนจุดสูงสุดได้อย่างที่ควรจะเป็น

มาริโอ บาโลเตลลี่ เกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม ปี 1990 ที่เมือง ปาร์แลโม่ ประเทศ อิตาลี ครอบครัวของเขา ย้ายถิ่นฐานมาจากประเทศ กาน่า 

แต่ด้วยฐานะทางบ้านที่ยากจน มาริโอ ได้ถูกรับไปอุปถัมภ์โดยครอบครัวชาว อิตาลี ตั้งแต่อายุได้เพียงแค่ 3 ขวบ และ จะมีโอกาส กลับไปพบกับครอบครัวแท้ๆของเขา ได้เฉพาะในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

จนกระทั่งอายุได้ 11 ปี มาริโอ ได้เข้าร่วมทีมกับสโมสรท้องถิ่นที่ชื่อว่า  เอฟซี ลูเมซซาเน่ จนเมื่อเขาอายุได้16 ปี จึงมีโอกาส ก้าวขึ้นไปเล่นกับทีมในชุดใหญ่ 

โดยลงสนามไปเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น ต่อมาจึงได้ไปทดสอบ ฝีเท้ากับสโมสร บาร์เซโลน่า แต่ก็ไม่สามารถผ่านมาตรฐานการคัดเลือกไปได้

จากนั้นไม่นานสโมสร อินเตอร์มิลาน ได้สนใจดึงตัวเขามาร่วมทีม และ ที่ อินเตอร์ มิลานนี่เอง ที่เป็นสถานที่แจ้งเกิดของ มาริโอ ให้เริ่มเป็นที่รู้จัก ในวงการฟุตบอล อิตาลี ในการลงสนามครั้งแรกบนเวที กัลโช่ซีเรียอา 

เมื่อฤดูกาล 2007 ในเกมที่พบกับ กายารี่ พาทีมชนะไป 2 -0 และ ในปีเดียวกัน เขาก็มีส่วนช่วย ให้ทีมคว้าแชมป์ ซูเปอร์คอปป้า อิตาเลียน่า และ ยังสามารถสร้างสถิติใหม่ 

เป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุด ที่ยิงประตูได้ในฟุตบอลถ้วย ยูฟ่า แชมป์เปียนส์ลีก ด้วยวัยเพียง 18 ปี จนกลายเป็นนักเตะดาวรุ่งที่น่าจับตามองที่สุด และ เชื่อว่าจะมีอนาคตไกลอย่างแน่นอน

มาริโอ บาโลเตลลี่ ถือว่าเป็นนักเตะ ที่ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่อายุยังน้อย แต่นิสัยส่วนตัวที่แย่ของเขานั้น เริ่มแสดงออกมามากขึ้นเรื่อยๆ กับคนที่อยู่รอบข้าง เช่น เพื่อนนักเตะลด้วยกัน

อีกทั้งยังเคยมีปัญหากับ โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีม อินเตอร์ มิลาน ในขณะนั้น ในเรื่องของเวลาการซ้อมฟุตบอล ที่เจ้าตัวมักจะไม่มาตามตารางนัด ตลอดจนความไม่เป็นมืออาชีพ เมื่ออยู่ในสนามแข่ง 

ซึ่งสร้างความเสียหาย ให้แก่สโมสรหลายครั้ง จนแฟนบอลของ อินเตอร์ มิลาน เริ่มหมดศรัทธาในตัวเขา

จนกระทั่งในปี 2010 ได้ย้ายไปค้าแข้งให้กับสโมสร แมนเชสเตอร์ซิตี้ ภายใต้การคุมทีมของ โรเบอร์โต้ มันชินี่ แต่การย้ายลีกไปเล่นยังต่างแดน ก็ไม่สามารถเปลี่ยนนิสัยเขาได้ง่ายๆ โดยในระหว่างที่เล่นให้กับ เรือใบสีฟ้า 

เขาก็มีข่าวออกมาบ่อยๆ ให้แฟนบอลได้ปวดหัว เช่น เรื่องที่ทำไฟไหมบ้านพักของตัวเอง ที่เกิดจากการจุดพลุเล่น อีกทั้ง ยังมีใบสั่งจากกรณีจอดรถ ในที่ห้ามจอดถึง 27 ใบ ตลอดจนข่าว ที่แฟนฟุตบอล มักจะได้เล่นกันบ่อยที่สุด

นั่นก็คือ การไปทะเลาะกับเพื่อนร่วมทีม อยู่เป็นประจำ และ มักจะแสดงสีหน้าทุกครั้ง เมื่อถูกเปลี่ยนตัวออกจากสนาม

หลังจากไม่ค่อยประสบความสำเร็จ มากใน พรีเมียร์ลีก เขาจึงได้ย้ายกลับมา เล่นฟุตบอลที่ อิตาลี อีกครั้งในปี 2013 กับสโมสร เอซี มิลาน 

แต่มาคราวนี้เจ้าตัว แทบจะไม่มีข่าวเสียหายเหมือนเคย อาจจะเป็นเพราะอายุที่มากขึ้น ซึ่งในตอนั้น เขายังให้ความร่วมมือและ สนับสนุนเรื่องต่อต้าน การเหยียดสีผิว ของแฟนบอลใน อิตาลี ที่เป็นปัญหามานาน 

หลังจากนั้นเพียงแค่ 1 ปี ก็ย้ายกลับไปเล่นใน พรีเมียร์ ลีก อีกครั้งกับสโมสร ลิเวอร์พูล โดยไปทดแทน หลุยส์ ซัวเรซ ที่ย้ายไปค้าแข้งให้กับสโมสร บาร์เซโลน่า ใน ลาลีกา สเปน

บทความจาก : BEOGAMING BEO666

islandvoice.net